The Truman Show เรียลลิตี้ชีวิตจริงก่อน Big Brother จะมาและ AF ยังไม่เกิด

ในช่วงยุคต้นปี 2000 รายการโทรทัศน์ประเภทเรียลลิตี้โชว์ ถือเป็นรายการทีวีที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก สาเหตุประการหลักของรายการเหล่านี้คือการที่ผู้ชมจะได้รับสิทธิในการ “เฝ้ามอง” บุคคลที่อยู่ในรายการ สังเกตพฤติกรรม จนก่อเกิดเป็นความรักความสนใจต่อผู้เข้าแข่งขันในรายการเหล่านี้ ซึ่งได้แก่รายการอย่าง Big Brother ได้รวมเอาคนแปลกหน้ามาอยู่ร่วมชายคากันในบ้านหลังเดียว

เพื่อชิงรางวัลจากเสียงโหวตของผู้ชมทางบ้านในตอนท้ายของรายการ หรือ รายการประกวดร้องเพลงอย่าง AF (Academy Fantasia) ที่นำคนมีฝัน 12 คนมาอยู่ในบ้าน โดยในแต่ละสัปดาห์ผู้เข้าแข่งขันจะต้องฝึกฝนการร้องเพลง การแสดง และการเต้น เพื่อให้เป็นที่พอใจของผู้ชมทางบ้านในการโหวตลงคะแนน โดยคนที่ได้คะแนนโหวตน้อยที่สุดในแต่ละสัปดาห์จะถูกคัดออกจากรายการ เป็นต้น

หากเราย้อนกลับไปในปี 1998 The Truman Show คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่โด่งดังมากในปีนั้น นอกจากจะได้เสียงวิจารณ์ในแง่บวกอย่างเอกฉันท์ แถมยังทำรายได้ทั่วโลกสูงถึง 264 ล้านเหรียญฯ จากต้นทุนในการสร้าง 60 ล้านเหรียญฯ ยิ่งไปกว่านั้น หนังยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึงสามสาขาด้วยกัน ทั้งผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงสมทบชาย และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แม้จะพลาดทุกรางวัล แต่สำหรับเวทีลูกโลกทองคำ (Golden Globes, USA) หนังชนะรางวัลถึง 3 สาขาด้วยกันทั้ง นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (จิม แคร์รี่) นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (เอ็ด แฮร์ริส) และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

The Truman Show บอกเล่าเรื่องราวของทรูแมน เบอร์แบงค์ (จิม แคร์รี่) ผู้มีชีวิตที่แสนจะธรรมดาที่สุด มีอาชีพการงานที่มั่นคง มีบ้าน แต่งงานมีภรรยาเป็นพยาบาลที่แสนดี (ลอว์ร่า ลินนีย์) จนกระทั่งวันหนึ่งไฟสปอตไลท์เกือบหล่นลงมาใส่หัวเขากลางถนน ตั้งแต่นั้นมาเหตุการณ์ก็ทวีความประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ นำไปสู่การเริ่มตั้งคำถามของทรูแมนว่าบางทีทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเองอาจจะเป็นเรื่องจอมปลอมทั้งหมด

จุดเด่นของ The Truman Show คือการที่หนังหยิบเอาประเด็นจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากมนุษย์เลือกจะเล่นบท “พระเจ้า” ซึ่งถ่ายทอดผ่านตัวละครคริสตอฟ (เอ็ด แฮร์ริส) โปรดิวเซอร์ประจำรายการที่อยู่กับทรูแมนมาตั้งแต่เขาลืมตาดูโลก คอยกำกับและกำหนดชีวิตของทรูแมนให้เป็นไปในทิศทางที่เขาอยากจะให้เป็น สร้างปมในชีวิตให้กับเขา เลือกคนรัก จำกัดความคิด เป็นต้น

ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อทรูแมน “ตั้งคำถาม” กับชีวิตของตัวเองว่า สุดท้ายแล้วชีวิตของเขาที่ผ่านมานั้นเขาเคยทำอะไรนอกกรอบบ้างหรือยัง ความสนุกประการสำคัญคือการที่หนังทำให้ผู้ชมเป็นบุคคลที่ 4 หรือ 5 หรือ 6 ซึ่งกำลังเฝ้ามองพฤติกรรมของเหล่าตัวละครในเรื่องที่ซ้อนทับกันอีกที ว่าตกลงแล้วพฤติกรรมของใคร ส่งผลอย่างไรกับตัวละครอื่นยังไงบ้าง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ชมเก็บเกี่ยวประเด็นและนำกลับไปมองชีวิตของตัวเองด้วย

ท้ายที่สุด The Truman Show คือหนังที่หยิบมาดูเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวนั้น ยังทรงพลัง ร่วมสมัยและไม่เคยเก่าไปเลยสักนิดเดียว